เมนูหลัก
ศูนย์บริการครบเครื่อง เรื่องบ้าน
เว็บบอร์ด
สมาชิก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
จำนอง ขายฝาก ไถ่ถอน บ้านที่ดินและอื่นๆ
จำนอง ขายฝาก ไถ่ถอน บ้านที่ดินและอื่นๆ
การจำนอง
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
โครงการซื้อขายบ้านที่ดิน Home

วิญญาณคุณหลวง เรื่องจริงที่หลวงปู่สัมผัสได้ด้วยจิต

                            วิญญาณคุณหลวง

                          แดนอัศจรรย์  ดวงจิตวิญญาณต่าง ๆ ที่กำลังรอไปเกิด  ไปจุติตามวิบากแห่งตน  กำลังรอผลแห่งกรรมของตนที่ประกอบไว้ในโลกมนุษย์ได้มาชุมนุมกันอยู่ต่างก็มองดูวิญญาณทีมาใหม่  และมองดูวิญญาณที่กรรมของตนกำลังพาตัวไปรับวิบาก  ซึ่งมีการจากและการมาใหม่ทุกนาที

            ดวงวิญญาณดวงหนึ่งได้เอ่ยขึ้นว่า  “มาอีกดวงหนึ่งแล้ว  มาในร่างเปรตที่มีแต่ซี่โครง  ผอมซีดโซ”

            ดวงวิญญาณดวงหนึ่ง  ดูเหมือนจะเคยรู้จักในมนุษยโลก  ก็เอ่ยขึ้นว่า  “ดูเหมือนจะเป็นคุณหลวง”

            ทันใดนั้น  ดวงวิญญาณของคุณหลวงก็หันมาพบกับดวงวิญญาณทั้งหลายที่ชุมนุมกันอยู่  พลางกล่าวทักกับดวงวิญญาณที่เอ่ยว่าดูเหมือนจะเป็นคุณหลวงว่า

            “ใช่แล้ว  เมื่อก่อนมานี้ผมเป็นข้าราชการ  มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวง”

            อีกดวงหนึ่งก็ถามว่า  “ทำไมคุณหลวงจึงลงมาในที่นี้  และมีลักษณะอย่างนี้  มีกรรมอะไรในชาติก่อนหรือ

            คุณหลวงก็ตอบว่า  “ก็เห็นจะต้องมี  ถึงได้มาในลักษณะนี้  ในเพศอย่างนี้……เรื่องเป็นมาอย่างไรนั้น  ก็จะเล่าให้ฟัง”

            คุณหลวงในเรื่องนี้นั้น  เป็นข้าราชการมีบรรดาศักดิ์จริง ๆ และเป็นเรื่องจริง ๆ ด้วย  แต่ผมขอสมมุติชื่อผู้นี้ว่า  วรณ์  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชทินนามของท่าน

            เด็กชายวรณ์  เกิดในตระกูลผู้ดี  ตระกูลข้าราชการชั้นสูง  เรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดีมีชื่อ เก่งและฉลาด  เรียนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์อย่างรวดเร็ว  แต่ท่านบิดาบุญน้อย  ไม่ทันเห็นความเจริญรุ่งเรืองของบุตร  ก็หมดอายุไปเสียก่อน  ทีนี้ก็เหลือแต่มารดาผู้เดียวที่ต้องทนกระเหม็ดกระแหม่ส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบ

            ต่อมา  นายวรณ์  ได้เข้ารับราชการในกรม  กรมหนึ่ง  ด้วยความเฉลียวฉลาด  รับราชการเพียง 2 ปี  ก็สอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง  ไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษได้

            ก็ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปลาย ๆ ถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ถ้าผู้ใดได้ไปเรียนจบมาจากต่างประเทศ  ซึ่งตอนนั้นได้แก่  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซีย  อิตาลี่  หรือสหรัฐอเมริกา  นับว่าโก้เก๋ที่สุดเรียกว่า  “นักเรียนนอก”  พอเสร็จการศึกษาได้รับปริญญา  ไม่ว่าปริญญาใด ๆ กลับมารับราชการ  ก็มักจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงทันที  ไม่ต้องเป็นขุนก่อน

            ท่านเหล่านี้ได้แก่ข้าราชการ  ในกรมรถไฟหลวงกรมไปรษณีย์โทรเลขและโทรศัพท์ซึ่งเป็นของใหม่ ๆ ของชาติไทยทั้งนั้นส่วนมากก็เป็นข้าราชการในกรมต่าง ๆ ของพระเจ้าลูกยาเธอกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (ในรัชกาลที่ 5)  นอกนั้นก็เป็นผู้จบวิชากฎหมายจากอังกฤษและฝรั่งเศส

            นายวรณ์  ตอนนั้นได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงแล้ว  ได้ขยับฐานะบ้านช่องให้สุขสบายกว่าเดิม  สมฐานะนักเรียนนอก  ที่บ้านไม่มีใคร  มีแต่มารดาซึ่งก็ชราภาพแล้ว  อาศัยอยู่ด้วยโดยอาศัยในเรือนพักคนใช้ (คุณหลวงให้อยู่บนเรือนใหญ่แต่มารดาท่านอ้างว่าไม่อยากอยู่ผู้คนพลุกพล่าน  เพื่อนฝูงของลูกมาหาทำให้ไม่สงบ  ท่านว่าอย่างนั้น)  นอกนั้นก็มีคนขับรถยนต์ 1 คน เด็กรับใช้ 1 คน  และต่อมาก็มีแม่ครัว 1 คน

            คุณหลวงยังหนุ่มมาก  อายุยังไม่ถึง 30 ปีดี  เสร็จงานก็เที่ยวเตร่สังสรรค์  ในระหว่างเพื่อนข้าราชการ  และเพื่อนนักเรียนนอกด้วยกัน  กลับบ้านก็ค่ำมืดดึกดื่นทุกวัน  ได้ให้เงินคุณแม่ไว้ใช้เดือนละ 3 บาท  เฉลี่ยแล้วก็ 10 สตางค์ต่อวันเงินที่ได้รับจากลูกชาย  คุณแม่ก็กระเหม็ดกระแหม่มาซื้ออาหารมาทำรับประทาน

            สมัยก่อนนั้น  ก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 สตางค์ 10 สตางค์ก็สามารถจะซื้อก๋วยเตี๋ยวชามโต ๆ ได้ถึง 3 ชาม  แต่อย่างไรก็ตาม 3 สตางค์  ต่อมื้อสำหรับคุณแม่ก็ขัดสนเต็มที  ถ้าแบ่งไปซื้อหมากซื้อพลูบ้าง  ซื้ออาหารมาประกอบเองบ้าง 3 บาทที่ได้มีกี่วันหมด  เมื่อหมดท่านก็ทนอด ๆ อยาก ๆ ไปก็จะทำอย่างไรได้

            ต่อมาคุณหลวงแต่งงานมีภรรยามีบุตร  ก็พอดีเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  แต่ตำแหน่งราชการของคุณหลวงก็โตขึ้น  แม้จะคืนราชทินนามไป  ผู้คนก็ยังเรียกว่า  “คุณหลวง” อยู่ดี

            ด้วยการเคยชินต่อสังคมนักเรียนนอก  การไปสโมสร  ไปเล่นกีฬา  เล่นบิลเลียด  ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้นก็ย่อมทำให้คุณหลวงกลับบ้านดึก ๆ เช่นเดิม  ดึกเท่าดึก  ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องอย่างไร  ผู้ที่ถ่างตาคอยคุณหลวง  คอยเปิดประตูรับคุณหลวงไม่ใช่ใคร่ที่ไหน  แต่เป็นคุณแม่ผู้ชราของคุณหลวงนั่นเอง

            คำทักทายของคุณหลวงต่อคุณแม่ก็คือ  “แม่ทานข้าวหรือยัง “ และแล้วก็เดินขึ้นบ้านไป  พอขึ้นบ้านก็รับประทานอาหารที่เขาเตรียมไว้นิด ๆ หน่อย ๆ เพราะรับประทานมาจากข้างนอกบ้างแล้ว

            ตอนหลัง  ภรรยาคุณหลวงได้กลับไปอยู่กับมารดา  โดยไม่ได้หย่าร้างกัน  เพราะขาดความอบอุ่นในครอบครัว  แต่บุตรชายของคุณหลวงคงอยู่ที่บ้านคุณหลวง  โดยมีคุณย่าเป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูฟูมฟักด้วยความทะนุถนอมรักใคร่

            พอคุณหลวงลงมารับประทานของว่างเสร็จแล้ว  จะเข้าไปดูลูกชายคนเดียวที่กำลังหลับ  พลางก็เอามือลูบศีรษะบุตรด้วยความรัก

            แต่ข้างล่างนั่นซิคุณหลวงไม่ทราบไม่เคยเห็นพอคนใช้ยกของว่างจากบนบ้านลงมาในครัว  คุณแม่ซึ่งหิวโหยจะเอาจานใบย่อม ๆ มาเขี่ย ๆ เศษอาหารที่เหลือจากลูกรับประทานแล้ว มาใส่ปากใส่ท้อง  พอบรรเทาอาการแสบท้องไปมื้อหนึ่ง ๆ ซึ่งแม่ครัวก็สงสารท่าน  คอยตักอาหารที่เหลือกินจากคุณหลวงแล้วส่งมาให้  ในวันที่ท่านไปหาเองไม่ได้  เช่น  ในเวลาป่วย  เป็นต้น

            การณ์ก็เป็นเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            แม้ในตอนเช้า  คุณแม่จะเจียดเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำอาหารใส่บาตรเป็นประจำ  พร้อมกันก็คอยดูคุณหลวงลูกชาย  ที่จะออกจากบ้านไปทำงานด้วยความปลื้มปิติที่มีลูกชายทำงานมีตำแหน่งใหญ่โต

            คุณหลวงออกจากบ้านไปทำงานแล้ว  คุณแม่ก็จะเข้าไปในครัวตามเดิมพลางก็ดู ๆ เศษอาหารที่เหลือจากลูกชาย  สิ่งใดพอที่จะรับประทานได้ก็จะนำไปรับประทานโดยซดกับน้ำข้าวที่เขาเช็ดไว้

            ส่วนมื้อกลางวัน  ถ้าไม่มีอะไรก็จะไหว้วานเด็กไปซื้ออาหารและหมากพลูมารับประทาน  แต่ก็ไม่เคยเลยที่จะลืมไปดูแลหลานคนเดียว  ว่าหลานตื่นแล้ว  มีอะไรกินหรือยัง  ป่วยไข้เป็นอะไรหรือเปล่า  ซึ่งหลานก็ติดคุณย่าอย่างแยกไม่ได้  อะไร ๆ ก็ต้องคุณย่า…….คุณย่า……คุณย่า…….ทุกอย่าง

            วันหนึ่ง  หลานชายป่วยเป็นไข้ตั้งแต่เช้า  คุณหลวงเข้าไปดูแลลูกด้วยความห่วงใย  นึกในใจว่าลูกอายุขวบเศษจะทนเป็นไข้สูง ๆ อย่างนี้ได้หรือ?  ถ้าเป็นได้…….อยากจะรับมาเป็นไข้เสียเอง

            ด้วยความเป็นห่วง  คุณหลวงบอกคนที่บ้านว่า  วันนี้เที่ยงจะกลับมากินข้าวที่บ้าน  มาดูลูกด้วย  จะมาพร้อมกับหมอ

            คุณหลวงมาถึงบ้านเอาบ่ายโมงเศษ  ก็พบคุณแม่ประคับประคองหลานชายอยู่  ด้วยอารมณ์ไม่ค่อยจะดี  จึงดุคุณแม่ไปหลายคำว่า  “เอายาโบราณ ๆ มาให้หลานกิน  ดีไม่ดี  เดี๋ยวก็เลยตายเลย”

            ความเจตนาดี  ประกอบกับความสงสารเด็กที่ตัวร้อน  เพ้อกระวนกระวาย  จนทนไม่ได้  ยาที่เคยมีเคยใช้อยู่ยังพอมี  ก็ละลายให้หลานกิน  เด็กเมื่อถูกยาขม ๆ ก็อาเจียน  ร้องไห้  ก็พอดีคุณหลวงมาถึง  ก็เลยทำคุณบูชาโทษไป

            คุณหลวงเฝ้าดูลูกอยู่จนเย็น  ไม่ไปไหน  เพราะความเป็นห่วงลูก

            ด้วยความสงสารหลาน  ด้วยความเสียใจ  คุณแม่หลบไปนั่งซับน้ำตาอยู่คนเดียวในห้อง  อยากจะบอกลูกสักคำว่า  “ย่าน่ะรักหลานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกรักลูกของลูกหรอกนะ”

            และแล้วผ้าแถบผืนเก่าที่คาดอยู่  ก็เปียกชุ่มด้วยน้ำตาที่ซึมไหลอย่างไม่หยุดยั้งของคุณย่า….

            หมอกลับไปพร้อมกับคุณหลวงโดยจัดยาให้ไว้  ก็คุณย่าอีกน่ะแหละ  ที่คอยรับคำสั่งจากคุณหลวงว่าให้เอายาอย่างนี้ ๆ ละลายให้หลานรับประทานตามเวลาที่หมอสั่ง

            ด้วยความปลื้มใจที่จะได้อยู่ดูแลหลาน  ด้วยความดีใจว่าหมอมาตรวจรักษาแล้ว  หลานคงจะหายวันหายคืนทำให้ลืมความหิว

            คุณหลวงนั่งรับประทานอาหาร  มื้อกลางวัน  อยู่คนเดียวรับประทานแล้วก็หันมาถามแม่ว่า  “คุณแม่หิวข้าวไหม”  ……..ทานข้าวแล้วหรือยัง”

            ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาเลยเที่ยง  เลยบ่ายไปแล้ว  อาหารหรือข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้อง  แต่ด้วยความรักลูกเกรงใจลูก  กลัวว่าจะรับประทานอาหารไม่อิ่ม  คุณแม่ก็ตอบไปว่า  “ทานไปเถอะลูก   แม่ไม่หิวเลย  ทานไปเถอะ”

            คุณแม่ตอบอย่างปลื้มปิติ  ที่ลูกชายคนเดียวถามถึง  ซึ่งไม่เคยได้ยินคำถามนี้มาหลายปีแล้ว  แต่พอแม่ครัว  ยกอาหารที่เหลือทานแล้วลงมาข้างล่าง  คุณแม่ก็ค่อย ๆ เดินไปที่ครัว เจียด ๆ อาหารที่เหลือจากรับประทานของลูกมาใส่ปากใส่ท้องด้วยความหิวโหยแต่ก็ไม่ลืมบอกแม่ครัวว่า  “เย็นนี้พอเช็ดน้ำข้าวแล้ว  ขอให้เก็บไว้ให้ฉันหน่อยด้วยอย่างเคย”

            พอตกเย็น  อาการของลูกก็ค่อยยังชั่ว  ตัวเย็นลงไม่ร้องไห้หลับสบาย  โดยมีคุณย่านั่งปัดยุงอยู่ข้าง ๆ คุณหลวงก็ออกมาสั่งคนใช้ว่า  “จะไปข้างนอกแล้วกลับมารับประทานข้าวที่บ้านอย่างเคยแต่ว่าดึกหน่อย”

            คุณย่าได้รับน้ำข้าวจากแม่ครัวแล้วเก็บไว้  พลางก็ขึ้นไปเฝ้าหลานป้อนอาหารให้หลาน  พอหิวมากแสบท้อง  ก็ลงมาซดน้ำข้าวที่เก็บไว้พอรอง ๆ ท้องไว้ก่อน  แล้วก็กลับขึ้นไปเฝ้าหลานต่อ

            สองยามแล้วคุณหลวงถึงได้กลับบ้าน  แม่ครัวก็จัดอาหารวางไว้บนโต๊ะห้องอาหาร  ซึ่งคุณหลวงรีบเดินเข้าไปดูลูกด้วยความเป็นห่วง  ลูกหลับ  เห็นคุณย่านั่งอยู่ข้าง ๆ ก็สบายใจ  ถามแม่ว่า  “หลานรับประทานอาหารได้ไหม

            คุณย่า  ก็ตอบว่า  “ได้ดี  อาการก็ดีมาก”

            แล้วคุณหลวงก็ลงไปห้องอาหารนั่งรับประทานอาหารที่จัดไว้แล้วก็ขึ้นนอน  คุณย่าก็ค่อย ๆ ย่องลงมา  เดินลงไปในครัวตามเดิม  รีบยกน้ำข้าวมากลั้วคอพร้อมกับเขี่ย ๆ เศษอาหารที่เหลืออยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ มาใส่ปากพอประทังความหิวอย่างเคย……!

            หลายวันต่อมา  คุณแม่ของคุณหลวงก็ป่วยลง  เป็นลมบ่อย ๆ หน้ามืดไม่มีแรง   นอนซมอยู่ในห้องหลายวัน  จนพระวัดสระเกศที่มารับบาตรประจำออกปากถามคนบ้านข้างเคียง  ก็ทราบว่าคุณโยมป่วยไปเสียแล้ว  พระท่านสงสาร  ก็เดินเข้าไปในบ้าน  แล้วก็ไปเยี่ยมคุณโยม  เห็นสภาพของคุณโยมแล้วท่านก็ปลงเวทนา  เป็นถึงมารดาคุณหลวงแต่อยู่ในห้องคนใช้  มีชามน้ำข้าวอยู่ 1 ใบ  จานเล็ก ๆ ใส่เศษอาหารที่ยังไม่ได้รับประทานอยู่ 2 จาน  แล้วท่านก็เดินออกรับบาตรโปรดสัตว์ต่อไป

            บ้านคุณหลวงอยู่ในละแวกบ้านหมู่ญาติ  ญาติคุณหลวงหลายคนที่อยู่ถัดๆ ก็ออกมาใส่บาตรทุกเช้าเหมือนกัน  พระท่านจึงเล่าให้คุณโยมที่มาใส่บาตรฟังว่า  “คุณโยมมารดาคุณหลวงป่วยไปหลายวันแล้ว  อาตมาเข้าไปเยี่ยมเห็นทรุดโทรมเต็มที”

            ด้วยคำพูดเพียงเเค่นี้เอง  ทำให้ญาติของคุณโยมเป็นห่วง

            คนแรกที่มาเยี่ยมมีศักดิ์เป็นน้องห่าง ๆ ของคุณหลวง  ชื่อเบ็ญจรงค์พอทราบเรื่อง  คุณเบ็ญจรงค์ก็รีบเข้าไปหาคุณป้า  ก็แลเห็นสภาพอันน่าหดหู่ใจก็รีบกลับไปเอาอาหารจากที่บ้านมาให้รับประทาน  แล้วก็เล่าให้คุณหลวงฟังว่า  “คุณป้าไม่สบายมาก  น่าจะพาหมอมาตรวจ  หรือพาไปโรงพยาบาล”

            คุณหลวงก็ตอบว่า  “คุณแม่เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ ก็โรคคนแก่นั่นแหละ

            สุดท้าย  ญาติพี่น้องก็จัดการหาหมอมาตรวจให้ที่บ้าน  ผลการตรวจปรากฎว่า  ป่วยด้วยโรคขาดอาหาร

            พอคุณหลวงทราบเรื่องเข้าก็โวยวายว่า  “คุณแม่ตระหนี่ถี่เหนียวเองไม่ยอมซื้ออาหารกิน  ซื้อแต่หมากพลู  แล้วก็ใส่บาตร  เงินทองก็ให้ไว้  ตกลงความผิดก็ตกอยู่กับคุณแม่อีก  ที่ไม่ยอมซื้ออาหารมารับประทาน  แต่คุณหลวงหาได้ทราบไม่ว่า  เงินเดือนละ 3 บาทที่ให้แม่นั้น  มันอยู่ได้ไม่ถึง 10 วัน  นอกนั้นก็เป็นวันอด  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหาอาหารมาใส่บาตรถวายพระทุกวัน  ไม่ได้เว้น

            ต่อมาหลานสาวเวลามาเยี่ยมก็นำอาหารติดไม้ติดมือมาให้คุณป้ารับประทานทุกครั้งไป  อาการก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น  ตามประสาคนสูงอายุ

            วันดีคืนดี  คุณหลวงก็จะมาโผล่หน้าถามว่า  “คุณแม่เป็นยังไงบ้างทานข้าวแล้วหรือยัง

            คำตอบก็คือ  “สบายดีลูก  อย่าเป็นห่วงแม่เลย  แม่ไม่หิวหรอก”

            แต่แล้ว  คืนนั้นก็ต้องคอยอาหารเหลือจากลูกมาแกล้มกับน้ำข้าว  อย่างที่เคยประพฤติ  ก็ด้วยความรักลูก  ห่วงลูกกลัวลูกจะไม่สบายใจ  กลัวลูกจะรับประทานอาหารไม่อิ่ม  กลัวสิ้นเปลืองเพราะลูกจะต้องใช้จ่ายมากขึ้น

            พอสบายได้ไม่กี่วัน  โรคขาดสารอาหารก็มาเยือนอีก  ทีนี้เป็นลมอาเจียนเพราะท้องว่าง  อาหารที่ได้ก็คือ  น้ำข้าวกับเกลือ  และเศษ ๆ อาหารที่เหลือจากลูกตามเคย  ซึ่งไม่เพียงพอกับร่างกายแต่ถึงกระนั้นคุณแม่ก็ทน  ทน….และทนเพื่อดูความเจริญรุ่งเรืองของบุตรชายคนเดียวของท่านต่อไปด้วยความอิ่มใจ

            วันหนึ่ง  ฝนตกตั้งแต่เช้า  พรำ ๆ อยู่จนเย็นก็ไม่หยุดน้ำก็นองไปทั่วในบริเวณบ้าน  คุณหลวงได้ยินอะไรแปลก ๆ ที่ซอกประตูบ้าน  เสียงเหมือนประตูบ้านถูกขูดข่วน  คุณหลวงจึงออกมาจากห้อง  มาเปิดไฟดู  ก็พบแม่แมวสีสวาทที่เลี้ยงไว้  กำลังคาบลูกมัน  ตัวเล็ก ๆ 4 ตัวหนีน้ำขึ้นมา  วางไว้ที่ซอกประตูทีละตัว ๆ คุณหลวงจึงจ้องมองดูด้วยความสนใจแม่แมวค่อย ๆ เลียน้ำที่เปียกตัวลูก  เปียกขนลูกอยู่  ทีละตัว ๆ แล้วเอาอกแม่ให้ลูกแมวได้อาศัยไออุ่น  พลางก็ขดตัวให้ลูกดูดนม

            “โอ้! สัตว์เดียรัจฉานยังรักลูกห่วงลูกถึงเพียงนี้”  คุณหลวงรีบเดินขึ้นบนบ้าน  ไปดูลูกชายที่หลับอยู่ด้วยความรักและเมตตา

            คืนนั้น  คุณหลวงไม่ได้ไปไหนเพราะฝนยังตกพรำ ๆ อยู่  จึงรับประทานอาหารเย็นแต่หัวค่ำ  แล้วขึ้นนอนโดยนอนห้องเดียวกับบุตรชายในใจก็คิดว่า  “ลูกแมว 4 ตัวนี่ ถ้าไม่ได้แม่แมวช่วย  น้ำคงท่วมตาย  หรือเปียกฝนจนหนาวตายหมด  แม่แมวซึ่งเป็นสัตว์ยังรักลูกถึงเพียงนี้”

            เมื่อคิดได้ดังนี้  ก็นึกเป็นห่วงลูก  ลุกขึ้นเอาผ้าห่มให้ลูกเอามือลูบหัวลูกด้วยความรัก  และเมตตาสงสาร  พลางตาก็จ้องดูลูกที่ขาดแม่

            คุณหลวงจ้องอยู่นาน…….นานทีเดียวขณะนั้นเองคุณหลวงก็คิดในใจว่า

            “เมื่อตัวเรายังเล็ก ๆ แม่เราคงห่วงเรา  ทะนุถนอมเรา  รักใคร่เมตตาเรามากเหมือนกับที่เรารักและเวทนาลูกเรา  หรืออาจจะมากกว่าก็ได้  เพราะแม่มีลูกคนเดียวคือเรา  คอยป้อนข้าวให้เราเมื่อเราหิว  กรอกยาให้กินเมื่อเราเจ็บไข้  เช็ดน้ำตาเราเมื่อเราร้องไห้เอายาทาแผลให้เรา  เมื่อเราหกล้มแขนขาถลอก  เมื่อพ่อตายแล้ว  ยังอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ  มีอะไร ๆ ก็เอาออกขาย  เอาเงินมาส่งให้เราได้เรียนหนังสือจนจบ  ทำการทำงาน  ได้ดิบได้ดีถึงเพียงนี้  ขณะนี้แม่อยู่กับเรา  เราไม่ได้ดูแลท่านเลย  ป่านนี้การป่วยของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง?  โรคขาดอาหารที่หมอว่าน่ะ  คุณแม่จะเป็นลมอีกหรือเปล่า  รับประทานอาหารแล้วหรือยัง  มีอะไรรับประทาน

            คุณหลวงนอนคิดอยู่บนเก้าอี้พักผ่อน  และแล้วก็รีบลุกขึ้นเดินมาดูมารดาที่ห้องนอน ……ภาพที่คุณหลวงพบก็คือ  คุณแม่เหมือนคนแก่หง่อม  ดูเหมือนไม่ใช่อายุ 70 เศษ  ผอมมากนั่งพิงฝาห้อง  มือที่สั่นเทิ้มอยู่นั้นกำลังยกถ้วยน้ำข้าวซด  เบื้องหน้ามีจานใส่อาหารชิ้นเล็ก ๆ อยู่ 2 จาน

            คุณหลวงเดินเข้าหามารดาในห้อง  พลางถามว่า “คุณแม่ทานอะไร

            คุณแม่ตกใจ  ไม่นึกว่าลูกชายสุดที่รักจะเดินมาหา  ก็ไม่ทันได้ตอบในขณะเดียวกัน  คุณหลวงก็ยกจานอาหารขึ้นมาดู  ก็พบว่าเป็นอาหารที่เหลือจากตนรับประทานไว้  และในมือก็มีถ้วยเล็ก ๆ คือถ้วยน้ำข้าวที่คุณแม่ซดอยู่  คุณหลวงจึงถามว่า

            “ทำไมคุณแม่ไม่ทานอาหารดี ๆ นี่มันของเหลือข้างบนบ้าน”

            คุณแม่ก็ตอบว่า  “อย่าห่วงเลยลูกแม่ไม่หิวหรอก นิด ๆ หน่อย ๆ ก็พออิ่มแล้ว”

            คุณหลวงมองไปรอบ ๆ ห้องมองทีหลับที่นอน  เครื่องใช้ไม้สอยของคุณแม่  ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับคนอนาถาไร้ที่พึ่งต้องขอทานเขาอยู่  ขอทานเขากิน

            คุณหลวงรู้สึกเสียใจมาก  เศร้าใจอย่างที่สุด  จึงบอกกับมารดาว่า  “คุณแม่อย่าเพิ่งทานอะไรนะ  เดี๋ยวจะไปหาอาหารมาให้”

            คุณแม่ก็ร้องบอกว่า  “อย่าเลยลูกแม่ไม่หิวหรอก  แค่นี้ก็พอแล้ว”

            พอพูดเสร็จ  ด้วยความเพลีย  ก็หมดแรงล้มตัวลงนอน  น้ำข้าวที่ถือไว้ก็หก  คุณหลวงรีบเรียกคนใช้ให้มาเช็ดถูทำความสะอาดให้ทันที  แล้วรีบผลุนผลันออกไปจากห้องคุณแม่  เดินไปยังเือนใหญ่อย่างรวดเร็ว  เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย  สวมเสื้อใหม่  นุ่งกางเกงแพร  (สมัยนั้นนุ่งกางเกงแพรกันเป็นปกติในการแต่งกายลำลอง  เช่น  สวมเสื้อกุยเฮง  นุ่งกางเกงแพรขึ้นรถรางไปไหน ๆ ก็สุภาพแล้ว)  พอแต่งตัวเสร็จก็กางร่มไปยังตลาดใกล้ ๆ บ้าน คือแถว ๆ นางเลิ้ง  พร้อมกันก็ถือหม้อย่อม ๆ ไปด้วย 1 ใบ พร้อมกันก็ได้ยินเสียงแม่ส่งเสียงอันแหบแห้งตามมาด้วยว่า “อย่าไป….อย่าลำบากเลยลูก  แม่ไม่หิวหรอก  แล้วฝนฟ้าก็ตกอย่างนี้”

            คุณหลวงไม่ฟังต่อไปอีก  รีบเดินอย่างเร็ว  แบบครึ่งเดินครึ่งวิ่งไปยังตลาดนางเลิ้งทันที ทั้ง ๆ  ที่ฝนก็ตกพรำ ๆ อย่างนั้น

            คุณหลวง  รีบซื้อโจ๊กไก่ใส่ไข่มา 1 ชาม  ใส่หม้อถือ  แล้วรีบเดินจ้ำกลับบ้านทันที

            “ป่านนี้  คุณแม่คงรอคอยอาหารที่เรากำลังไปซื้อมาให้  คุณแม่คงหายหิว  หายเป็นลม  ตั้งแต่นี้ต่อไป  เราจะทะนุบำรุงแม่เราไม่ให้ลำบาก  ไม่อดอยากอย่างนี้อีก ตัวเราเองมันไม่ดี  ไม่นึกถึงแม่ที่มีกันอยู่ 2 คนแม่ลูกเท่านั้น”

            คุณหลวงรำพึงรำพันในใจนึกปลื้มใจที่จะได้ฉลองพระคุณแม่ในครั้งนี้  และตั้งแต่นี้ต่อไปคุณแม่จะไม่ลำบาก  ไม่ป่วยไข้อีกแล้ว  ถึงอย่างไร ๆ เราก็จะไม่ทอดทิ้งแม่อีกจนกว่าจะตายจากกันไป

            ตอนนี้คุณหลวงลืมลูกชายที่หลับอยู่ที่บ้านสนิท  จิตพะวงคิดแต่จะเอาอาหารมาให้คุณแม่ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต  ที่ได้กระทำอย่างนี้

            แต่….แต่……คุณหลวงไม่มีโอกาสได้กระทำกตเวทีต่อคุณแม่เสียแล้ว  เพราะเมื่อเดินจ้ำ ๆ มาถึงสี่แยกนางเลิ้งคุณหลวงก็รีบจ้ำข้ามถนนทันทีเพื่อที่จะไปบ้าน  โดยไม่สังเกตเห็นรถบรรทุกของคันหนึ่งที่กำลังวิ่งมา

            ในสมัยโน้น  รถยนต์ไม่มากเหมือนเดี๋ยวนี้  ต่างกันสักร้อยเท่า  นาน ๆ จะมีโผล่มาสักคัน  คนส่วนมากก็ไม่ค่อยจะหลบหลีกรถ  ระวังรถ  คุณหลวงก็อยู่ในประเภทนี้  โดยคุณหลวงรีบวิ่งผ่าสายฝนข้ามฟากไปยังอีกฟากหนึ่ง  รถบรรทุกคันนั้นสุดจะห้ามล้อหรือหยุดทัน  ก็ชนร่างของคุณหลวงกลิ้งไปแถมยังลูกล้อทับศีรษะเสียแบนอีกด้วย  คุณหลวงสิ้นใจตรงนั้น  แต่หม้อโจ๊กยังกำแน่น  ส่วนโจ๊กนั้นหกกระจายหมดแล้ว

            เป็นอันว่า  คุณหลวงหมดบุญที่จะกระทำการกตัญญูกตเวทีแก่มารดาผู้บังเกิดเกล้า  หมดโอกาสเสียแล้ว  แม้จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตก็ตาม

            ข่าวมรณกรรมของคุณหลวงแพร่กระจายไปในหมู่ญาติอย่างรวดเร็ว  แต่ข่าวพาดหนังสือพิมพ์  เกรียวกราวนั้นดูเหมือนจะมีเพียงฉบับเดียว  เพราะเมื่อร่วม ๆ 60 ปีที่แล้วมานั้น  ไม่มีหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับเหมือนปัจจุบันนี้

            ขอย้อนกลับมาหาทางคุณแม่  ซึ่งก็นอนคอยรอการกลับมาของคุณหลวงเท่าไหร่ ๆ ก็ยังไม่กลับ  ก็เลยม่อยหลับผล็อยไปเพราะความเพลีย

            รุ่งเช้า  พอตื่นขึ้นมาคุณแม่ก็คอยดูลูกชายว่าจะออกจากบ้านหรือยัง  รับประทานอาหารแล้วหรือยัง  ก็เห็นเงียบกันทั้งบ้าน เงียบสนิทถามใครก็บอกว่าไม่ทราบสงสัยจะออกไปแต่เช้ามืด  ต่างคนก็ช่วยกันปิดข่าว 

หลังจากคุณแม่ซดน้ำข้าวรองท้องแล้วก็ค่อยย่องขึ้นไปดูคุณหลวง  เพราะคิดว่าอาจจะป่วยไม่ได้ไปทำงานหรือออกไปทำงานแล้วจริงๆ    เมื่อไม่พบลูกชายก็เดินไปดูหลานชายซึ่งเพิ่งตื่นนอน  พอกลับลงมาก็เห็นทุกคนในบ้านแต่งตัวสีดำไว้ทุกข์กันหมด  ก็แปลกใจ  จึงถามด้วยความสงสัยว่า”ไว้ทุกข์ให้ใครกันทุกๆ  คน”

  คนในบ้านก็เลยตอบว่า”ไว้ทุกข์ให้คุณหลวงเจ้าค่ะ  คุณหลวงถูกรถยนต์ชนตายเมื่อคืนนี้  ตอนกลับจากซื้อโจ๊กมาให้คุณท่านเจ้าค่ะ” 

โถ่เอ๋ย! วรณ์ลูกแม่ เป็นคำเดียวที่ออกมาจากใจและปากของคุณแม่  และแล้วร่างของคุณแม่ก็ค่อยๆ ทรุดลงโดยมีคนในบ้านช่วยรับตัวประคองไว้  ผ้าแถบผืนนั้นชุ่มไปด้วยน้ำตาของท่านอีกครั้ง  เมื่อท่านนึกถึงการจากไปอย่างรวดเร็วของคุณหลวงลูกชายของท่าน  เขาจากไปเพราะเขาทำกรรมดีไปหาซื้อของให้แม่กิน  คนใช้ก็มีไม่ไหว้วาน  กลัวจะไม่ถูกใจ  ลูกจะทำบุญกับแม่  แต่ลูกบุญน้อยเอื้อมมือไม่ถึงบุญนั้น 

คุณแม่คิดถึงหลานคนเดียวของท่านเราก็แก่มากแล้ว  ฐานะก็ลำบาก  ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนแต่ก่อน  ใครจะเป็นผู้แลเลี้ยงดูส่งเสียให้เล่าเรียนดูแล  สารทุกข์สุขดิบของหลาน  นับตั้งแต่นั้นมาแม้ญาติแม้หลานจะมาดูท่านบ่อยครั้งก็ตาม  ท่านก็ทรุดลงๆ แล้วถึงแก่กรรมหลังจากลูกชายท่านตายไป

   ณ ที่แห่งนั้น  ที่อันน่าจะสุขารมย์  แต่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณมากมาย  เหลือคณาที่มารวมกันรับวิบากของกรรมที่ตนประกอบไว้  มีวิญญาณคุณหลวงในรูปร่างผอมสูงส่ง  เสียงร้องโหยหวนอยู่  เมื่อเล่าเรื่องของตนจบสารภาพสาเหตุที่ต้องมาตกอยู่ที่นี่ในสภาพแห่งนี้ต่อวิญญาณที่รู้จักกันในโลกมนุษย์  เป็นคำสารภาพที่ออกมาทั้งน้ำตาในความรู้สึก

  จิตวิญญาณทั้งหลายต่างฟังนิ่งด้วยความสงบ  บางจิตวิญญาณก็ระลึกถึงอกุศลกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน  ที่ปล้นเขามา  ฆ่าเขามา  ผิดศีลธรรมในทางเพศ  เมาสุราติดยาเสพติด  ติดจนเสียความระลึกได้  ความรู้ตัวและกระทำในสิ่งชั่วสิ่งร้ายลงไปชั่วขณะหนึ่งที่เงียบสงัดอยู่นั้น  จิตวิญญาณทั้งหลายก็ได้แลเห็นจิตวิญญาณอีกดวงเคลื่อนเข้ามา  และเคลื่อนไหวมาสูงเท่าในระดับที่สอง  พวกเขาชุมนุมกันอยู่ 

จิตวิญญาณนี้ต่างก็เห็นว่าเป็นดวงจิตของสุภาพสตรีที่มีใบหน้าอิ่มเอิบ  ร่างกายสวยงามอยู่ในอาภรณ์ที่สวยงามมาก  เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ๆ แต่เท้าทั้งสองพาจิตวิญญาณดวงนี้  เคลื่อนมานั้นหาได้ติดดินอย่างพวกเราไม่  เมื่อจิตวิญญาณดวงนี้เคลื่อนใกล้เข้ามา  จิตวิญญาณคุณหลวงเห็นเข้าก็จำได้  จึงตะโกนเสียเต็มเสียงว่า “คุณแม่  คุณแม่” 

            จิตวิญญาณดวงที่เคลื่อนที่มาได้หันมามองแล้วพูดว่า  “โถ! วรณ์  เจ้าอยู่ที่นี่หรือลูก……..ทำไมรูปร่างเจ้าถึงได้เป็นอย่างนี้                                   

            วิญญาณของคุณหลวงจำได้  ก็รีบวิ่งเข้าไปหาจิตวิญญาณของคุณแม่  วิ่งเข้าไป ๆ  แต่วิ่งเข้าไปเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างออกไปเท่านั้น  ยิ่งวิ่งหนักขึ้นอีกก็เหมือนวิ่งซอยเท้าอยู่กับที่หรือวิ่งถอยหลังห่างออกไป……ห่างออกไป  จิตวิญญาณของคุณแม่ยื่นอาหาร  โยนอาหารมาให้….ก็รับไม่ได้  รับไม่ถึง  กลิ่นอาหารอันหอมหวลนั้น  ยิ่งชวนให้วิ่งเข้าหาอีกอาหารที่ตกลงมาก็กลายเป็นเศษอาหารอันบูดเน่า

            จิตวิญญาณของคุณหลวงตะโกนด้วยเสียงดังว่า  “คุณแม่  ผมหิวอาหารที่คุณแม่ถืออยู่  แบ่งให้ผมอีก”

            เมื่อคุณแม่ยื่นอาหารมาให้  ก็หยิบไม่ถึง  ครั้นพอหยิบถึง  ก็กลายเป็นของที่กินไม่ได้  จิตวิญญาณของคุณแม่  จึงบอกกับร่างเปรตในจิตวิญญาณของคุณหลวงว่า  “อย่าวิ่งมาเลยลูกไม่มีวันที่จะถึงแม่ได้  แม่ทำบุญทำกุศลไว้ตั้งแต่เล็กจนตาย……แม่จึงได้อุดมสมบูรณ์ในภพนี้  และภพที่จะไปต่อไปต่อในชั่วขณะ  ที่มานี้เพราะเป็นห่วงลูก  คิดถึงลูก  ลูกไม่ได้ทำบุญให้กับพระอรหันต์ของลูกเลย  วิบากอันนี้จึงได้ติดตามมา  เจ้าทำบุญอื่นไว้ก็มาก  เมื่ออยู่มนุษยโลกเจ้าจะได้รับผลบุญนั้นต่อไปภายหลัง

            พระอรหันต์ที่ว่านี้  ก็คือ  พ่อแม่ของลูก  ซึ่งพร้อมที่จะให้อภัยเสมอ  แต่กรรม  และวิบากนั้นไม่เคยยกเว้นให้ใครเลย  ไม่มีใครจะมาขอโทษ  หรือยกโทษให้  และไม่มีใครที่จะมาแบ่งบุญหรือความดีที่ทำไว้นั้นไปได้เลยใครทำสิ่งใดไว้ ก็จะต้องได้รับสิ่งนั้นตอบแทน

            ลูกจะอยู่ในภพนี้ชั่วขณะ  ทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ไปจนหมดเวรหมดกรรมที่ลูกขาดกตัญญูกตเวที  วิบากนี้สิ้นสุดเมื่อไร  เมื่อนั้นลูกจะไปอยู่อีกภพหนึ่ง  จะได้เสวยสุขในผลบุญที่เคยกระทำไว้เจ้าเคยทำบุญ  ในพระศาสนา  เมื่อรับราชการอยู่ในโลกมนุษย์  เคยทำบุญช่วยเหลือสัตว์ที่ทุกข์ทรมาน  ปล่อยนกปล่อยปลาไว้ก็หลายหน  กุศลวิบากนี้จะตามสนองลูกต่อไปเมื่อสิ้นภพวิบากกรรมนี้แล้ว

            แม่จะต้องไปตามกรรมของแม่แล้ว  แม่ทำบุญทุกวันใส่บาตรทุกวัน  อดมื้อกินมื้อแต่ไม่ยอมเว้นที่จะใส่บาตร  ไม่ยอมเว้นที่จะทำบุญทำกุศลที่มาหาลูกนี่เพราะก่อนที่แม่จะละสังขารในโลกมนุษย์  แม่มีจิตผูกพันเป็นห่วงลูกอยู่  กุศลกรรมจึงนำพามาให้พบลูกตามความปรารถนา  และเมื่อพบแล้วแม่ก็จะต้องจากไป  ไปรับกุศลกรรมที่ทำไว้  ขณะนี้วิบากมาคอยรับตัวแม่ไปตามกรรมที่กระทำไว้แล้ว  ขอให้ลูกพ้นเวรพ้นวิบากไปเร็ว ๆ และไปรับกุศลกรรมในภพอันดีงามต่อไป”

            จิตวิญญาณ  ของคุณหลวงนั่งพนมมือฟังคำพูดของแม่  จนเสียงค่อย ๆ จางหายไป…….หายไป  ในที่สุดเมื่อแหงนหน้าดูอีกทีก็เห็นจิตวิญญาณของคุณแม่  ซึ่งมีร่างกายอันสง่างดงามดวงหน้าอิ่มเอิบ  ค่อย ๆ เคลื่อนจากไปในที่สุด

                       

           

 

 

           

 

           

           

 

 





 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.thaiassethome.com