เมนูหลัก
ศูนย์บริการครบเครื่อง เรื่องบ้าน
เว็บบอร์ด
สมาชิก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
จำนอง ขายฝาก ไถ่ถอน บ้านที่ดินและอื่นๆ
จำนอง ขายฝาก ไถ่ถอน บ้านที่ดินและอื่นๆ
การจำนอง
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
โครงการซื้อขายบ้านที่ดิน Home

จากสวรรค์มาเกิด

 

จากสวรรค์มาเกิด

สรรพสัตว์โนโลกนี้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุดตามวิถีกรรมของตน  หากปรารถนาจะหลุดพ้นจากวัฎสงสาร  อันเป็นวังวนของชีวิตนี้  เพื่อจะไม่ต้องตายและเกิดอีก  ก็ต้องบำเพ็ญธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์  จนกว่าจะบรรลุสู่พระนิพพานสถานเดียว

สาธุชนอันเป็นพุทธบริษัททั้งหลาย  แม้จะรับรู้จากพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า  สรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด  กระนั้นก็ยังเกิดความลังเลสงสัยไม่ได้ว่า  ตายแล้วเกิดจริงหรือ?  ตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นอะไรการเกิดใหม่ในภพชาติใหม่เป็นไปตามกรรมจริงหรือไม่?

ตราบใดที่ยังคิดลังเลสงสัยอยู่เช่นนี้  ก็เท่ากับจมอยู่ในอวิชชาอันมืดมัวไม่มีที่สิ้นสุด

ปรากฎการณ์ของบุคคลจำนวนหนึ่งที่ระลึกชาติ  จดจำได้ว่าชาติก่อนตนเกิดเป็นใคร  เป็นลูกของใคร  ตายแล้วมาเกิดใหม่กับพ่อแม่ใหม่ในชาตินี้  ซึ่งมิได้เป็นญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเดียวกันกับพ่อแม่ในชาติก่อน  จึงเป็นข้อยืนยันอย่างชัดเจนได้ว่า  การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงๆ  มิใช่ตายแล้วสูญอย่างที่ลังเลสงสัยกันอยู่

  ที่นี้จะขอนำเรื่องของเด็กหญิงอุรารัตน์  ศรีนิล  ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ระลึกชาติอดีตได้  มาให้ท่านได้รับรู้ถึงความเป็นจริงของวิถีแห่งการเกิดการตายอันไม่มีที่สิ้นสุด  ดังต่อไปนี้

ที่บ้านหมู่ 1 ตำบลบางเดือน  อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่อยู่ของนายชำนาญ  และนางแอ๊ว  ศรีนิล  นางแอ๊วได้ตั้งครรภ์ลูกอีกคน  และคลอดเป็นลูกผู้หญิงเมื่อวันที่ 17 เมษายน ปี พ..2523  ตั้งชื่อว่า  “อุรารัตน์”

เด็กหญิงอุรารัตน์เจริญวัยจนมีอายุได้ 3 ขวบกว่า  สัญญาณของการระลึกชาติได้ก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น  เธอจำได้ว่าชาติก่อนเธอคือเด็กหญิงยุวดี  ลิ้มสวัสดิ์  พ่อชื่อชี  แม่ชื่อเนือง  ลิ้มสวัสดิ์  บ้านของพ่อแม่ชาติก่อนอยู่ห่างจากบ้านของพ่อแม่ปัจจุบันประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น

ชาติก่อนที่เกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี  ลิ้มสวัสดิ์นั้น  เธอเกิดในปีพ..2506  และตายเมื่อมีอายุได้ 8 ขวบ

สาเหตุของการตายในเดือนเมษายน ปี พ..2514  เนื่องจากวันนั้นเด็กหญิงยุวดีไปอาบน้ำที่ลำห้วยไม่ห่างจากบ้านเท่าไรนัก  ครั้นขึ้นจากน้ำเกิดอาการอ่อนเพลีย  ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม  แต่ก็เดินมาถึงบ้านจนได้  ถึงบ้านแล้วได้เรียกแม่ให้ช่วยอุ้มไปนอนเพราะไม่มีแรง  แม่ตกใจรีบอุ้มเด็กหญิงยุวดีไปนอนพักใต้ถุนบ้าน  จากนั้นเด็กหญิงยุวดีก็หมดสติ  หมดลมหายใจเนื่องจากหัวใจวายตายอย่างกะทันหัน  โดยไม่มีทางช่วยเหลือแก้ไขได้เลย

หลังจากตายแล้ว  จิตวิญญาณของเด็กหญิงยุวดีได้ไปสวรรค์  เธอเล่าว่าได้ไปอยู่กับท่านแม่และพี่ๆ  อีก 4 คน  สภาพบนสวรรค์นั้นมีอากาศเย็นสบาย  ไม่ร้อนไม่หนาว  ไม่มีฝน  อากาศสว่างไสวตลอดเวลา  เป็นความสว่างไสวแบบเย็นตาทั้งวันทั้งคืน  และไม่ใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์  ไม่มีดวงอาทิตย์เหมือนในโลกนี้  บ้านที่อยู่กับท่านแม่และพี่ๆ  บนสวรรค์กว้างขวางใหญ่โตสวยงาม  เป็นสีชมพูสดใสทั้งหลัง

หลังจากอยู่ในสวรรค์เป็นระยะสั้นๆ  (เวลาในโลกมนุษย์นาน 9 ปี)  เด็กหญิงยุวดีก็มาเกิดใหม่เป็นเด็กอุรารัตน์  เมื่อวันที่ 17  เมษายน ปี พ..2523  และเมื่ออายุได้ 3 ขวบกว่า  เธอก็ระลึกชาติได้

เด็กหญิงอุรารัตน์เริ่มบอกเล่าให้พ่อแม่ปัจจุบันฟังว่าชาติก่อนเธอเป็นใคร  พ่อแม่ชื่ออะไร   แต่พ่อชำนาญและแม่แอ๊วไม่เชื่อว่าเป็นความจริง  คิดว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อมากกว่า

กระทั่งวันหนึ่งนายชี  พ่อในชาติก่อนเดินผ่านบ้าน  เด็กหญิงอุรารัตน์ได้วิ่งเข้าไปหา  เรียก  “พ่อชี”  อย่างดีอกดีใจ  นายชีเองก็แปลกใจจึงพูดคุยกับเด็กหญิงอายุ 3 ขวบกว่า  ปรากฎว่าเด็กหญิงอุรารัตน์พูดถึงอดีตชาติของเธอตอนเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดีได้ถูกต้องทุกอย่างต่อมานายชีให้นางเนืองมาพิสูจน์อีก  โดยแกล้งเดินผ่านบ้านเด็กหญิงอุรารัตน์  เด็กหญิงอุรารัตน์ก็จำได้แม่นยำ  รีบเข้าไปหา  กอดแม่ในชาติก่อนแล้วเรียน  “แม่เนือง”  ทั้งๆ  ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลย

คราวนี้พ่อแม่ในชาติก่อนและพ่อแม่ในชาติปัจจุบันต้องพูดจากันเรื่องการระลึกชาติได้ของเด็กหญิงอุรารัตน์  ขณะเดียวกันเด็กหญิงอายุ 3 ขวบกว่าได้รบเร้าให้พ่อชีพากลับบ้านเดิม  พ่อแม่ทั้ง 4 คนจึงตกลงใจที่จะพิสูจน์ความจริง

เมื่อทุกคนพาเด็กหญิงอุรารัตน์ไปยังบ้านนายชีและนางเนือง  เด็กหญิงอุรารัตน์ก็จำได้ทุกอย่าง  ตั้งแต่บ้านหลังเก่าแบบเรือนไทยโบราณใต้ถุนสูงที่เธออยู่สมัยเป็นเด็กหญิงยุวดี  นอกจากนี้เธอยังจำของใช้ส่วนตัว  เช่น  เสื้อผ้า  ของเล่น  ปิ่นโตใส่อาหารไปโรงเรียน  และเมื่อพบญาติพี่น้องเธอก็จำได้ทุกคน  ยกเว้นน้องที่เกิดมาภายหลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว

มีการพิสูจน์ขั้นสุดท้ายด้วยการนำรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดี  เอามาปนเปกับรูปถ่ายของเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันแล้วให้เด็กหญิงอุรารัตน์เลือก  ปรากฎว่าเธอหยิบรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีขึ้นมาทันที  และบอกตื้นตันใจที่ได้พบกับลูกในอดีตชาติอีกครั้ง

เด็กหญิงอุรารัตน์ผู้ซึ่งระลึกชาติได้  จำสถานที่ลำห้วยที่เธอไปอาบน้ำก่อนตายอย่างกะทันหันได้อย่างแม่นยำ  และยังไปดูที่ฝังศพของเธอในสวนยางไม่ห่างจากบ้านเดิมเท่าไรนัก ณ ที่ฝังศพมีฝาคอนกรีตปิดหลุมศพ  มีชื่อ ด..ยุวดี  ลิ้มสวัสดิ์  อยู่บนฝาคอนกรีตชัดเจน (ศพได้ถูกนำขึ้นมาเผาหลายปีแล้ว)

ที่น่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ  เด็กหญิงอุรารัตน์ยังระลึกชาติได้อีกชาติหนึ่ง  คือก่อนที่เธอจะมาเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี  เธอได้เกิดเป็นเด็กผู้หญิงเช่นกัน  แต่จำชื่อตัวเองและพ่อแม่ในชาตินั้นไมได้  เนื่องจากเป็นเวลานานมาก  เธอจำได้ว่าพ่อแม่ในชาตินั้นมีฐานะค่อนข้างยากจน  เธอมีอายุ 10 ขวบแล้ว  แต่ยังไม่ได้เข้าเรียนหนังสือ  และตายตอนมีอายุ 10 ขวบกว่าๆ  เท่านั้นเอง

เด็กหญิงอุรารัตน์จำได้แม่นยำอีกอย่าง  คือหลุมฝังศพของเธอในชาตินั้น  และเธอได้พาไปดู  เป็นหลุมศพเก่าแก่รกร้างอยู่ด้านหลังโรงเรียนบ้านท่าม่วง  อำเภอพุนพิน  อยู่ห่างจากบ้านในชาติปัจจุบันกว่า 5 กิโลเมตร  ต้องเดินฝ่าป่าละเมาะเข้าไป  สถานที่ฝังศพในพงรกๆ  เช่นนี้  หากระลึกชาติไม่ได้จริง  ย่อมไม่มีทางรู้และพาเข้าไปดูได้อย่างเด็ดขาด

เด็กหญิงอุรารัตน์เล่าว่าหลังจากที่เธอตายในชาตินั้นแล้ว  เธอก็มาเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี  ลิ้มสวัสดิ์  และเมื่อตายอีกจึงได้มาเกิดเป็นเด็กหญิงอุรารัตน์ในชาติปัจจุบัน

สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งก็คือเด็กหญิงอุรารัตน์มีญาณพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด  สามารถติดต่อพูดคุยกับท่านแม่  เพื่อนๆ  และพี่ๆ  ในภพสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหลับตาเข้าสมาธิ  ดังนั้นเธอจึงขอให้พ่อแม่ในชาติปัจจุบันทำบ้านหลังเล็กๆ  ทรงไทยซึ่งเธอออกแบบเอง  ตั้งไว้บนชั้น 2 ของบ้าน  เธอบอกว่าใช้เป็นสถานที่รับรองท่านแม่  พี่ๆ  และเพื่อนๆ  เวลาลงมาจากสวรรค์มาเยี่ยมเธอ

เวลาใดที่ท่านแม่  เพื่อนๆ  และพี่ๆ  ต่างภพต่างภูมิมาหา  เธอจะขอให้แม่แอ๊วจัดอาหาร  ขนม  น้ำ  และดอกไม้มาต้อนรับ  และเธอจะนั่งพูดคุยด้วย  แต่ไม่มีใครเห็นตัวท่านแม่และผู้อื่นซึ่งมาจากภพสวรรค์  นอกจากเธอคนเดียวเท่านั้นที่เห็น

เด็กหญิงอุรารัตน์บอกว่าเธอมักจะไปเยี่ยมท่านแม่  และพี่ๆ  ตลอดจนเพื่อนๆ  บนสวรรค์ด้วยการนั่งสมาธิ  (ถอดกายทิพย์ไป)  ซึ่งเธอจะนั่งสมาธิตอนหัวค่ำ  คราวละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง  ขณะนั่งสมาธิเธอขอร้องไม่ให้ใครรบกวน  เพราะจะทำให้ต้องรีบกลับจากภพสวรรค์ทันที

นอกจากนี้เด็กหญิงอุรารัตน์ยังบอกอีกว่า  ที่จริงแล้วเธอถึงกำหนดกลับคืนไปสู่สวรรค์คือตายไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบแล้ว  (ขณะให้สัมภาษณ์มีอายุ 9 ขวบกว่า)  แต่พ่อชำนาญ  แม่แอ๊วขอร้องไม่ให้เธอจากไปเร็วอย่างนั้น  เธอจึงไปขอร้องท่านแม่เพื่อขออยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง  ท่านแม่สงสารพ่อแม่ชาติปัจจุบันที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจเมื่อเธอตาย  จึงยินยอมอนุญาตให้อยู่เป็นมนุษย์ต่อไปในระยะเวลาที่ขอ

น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  ตั้งแต่เด็กหญิงอุรารัตน์ตัวเล็กๆจำความได้  เธอเป็นคนมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์ทุกชนิด  ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายสัตว์แม้แต่ครั้งเดียว  เห็นใครฆ่าสัตว์จะเข้าไปขอร้องไม่ให้เขาฆ่าและบอกว่าจะเป็นบาปกรรมติดตัว  เพราะทุกคนตายไปแล้วก็ยังสอนต่อไปอีกว่า  ให้พยายามสร้างแต่กรรมดีเอาไว้มากๆ  หมดอายุขัยตายไปเมื่อไรก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์  แต่ถ้าสร้างแต่กรรมเลว  กรรมชั่วมากมาย  ตายเมื่อใดก็ต้องไปรับกรรมในนรก  ได้รับแต่ความทุกข์ทรมานจนกว่าจะใช้กรรมหมด

สำหรับเรื่อง  “ความตาย “  นั้น  เด็กหญิงอุรารัตน์กล่าวว่าเธอไม่กลัวตาย  เพราะการตายคือการเดินทางกลับบ้านเดิมนั่นเอง  เธอเคยเกิดในโลกนี้และกลับไปสวรรค์หลายครั้งหลายหนแล้ว  การมาเกิดแต่ละชาติเหมือนการเดินทางมาเที่ยว  มาหาความรู้แปลกๆ  พอได้เวลาที่กำหนดไว้ก็ต้องกลับบ้านเดิมเสียที  ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความตาย  อันที่จริงเธออยากกลับไปสวรรค์มากกว่าอยู่ในโลกมนุษย์

นอกจากนี้เธอได้บอกว่าใครที่ฝึกสมาธิจนสำเร็จเข้าขั้นมีตาทิพย์  หูทิพย์  ระลึกชาติได้  ก็สามารถติดต่อกับเทวดาชั้นต่างๆ  ได้  อยากไปเห็นสวรรค์ก็ไปได้  สำหรับผู้ที่ปรารถนาภพสวรรค์เป็นที่อยู่อาศัยหลังจากตายแล้ว  จะต้องประกอบแต่กรรมดี  ไม่ทำชั่ว  ถือศีล 5 ให้เคร่งครัด  มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย  ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะพ้นจากนรกภูมิ  และได้อยู่ในสวรรค์ซึ่งดีประเสริฐกว่าอยู่ในโลกมนุษย์มากมายนัก

นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงอุรารัตน์  ศรีนิล  ผู้ระลึกชาติ  ซึ่งยืนยันให้เห็นว่า  คนทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาใช้หนี้กรรมจนกว่าจะหมดกรรม  ผู้ใดปรารถนาภพภูมิสวรรค์หลังจากตายไปแล้ว  ยังมีโอกาสที่จะกระทำความดีสะสมเอาไว้ตั้งแต่วันนี้ที่มีลมหายใจอยู่

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในกรรมดี  กรรมชั่ว  ย่อมสายเกินไปที่จะสำนึกได้  หากไปทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกอเวจี……..

 

 

         

         





 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.thaiassethome.com